สตง.สอบเซฟการ์ดH-Beam หวั่นกระทบก่อสร้างภาครัฐ

สตง.สอบเซฟการ์ดH-Beam หวั่นกระทบก่อสร้างภาครัฐ

อุตสาหกรรมเหล็กระอุ สตง.เรียก “พี.อาร์.บางบอนฯ” ให้ข้อมูลเซฟการ์ด กระทบโครงการก่อสร้างรัฐ-ส.เหล็กลวด โร่ค้านทบทวนเหล็กลวดคาร์บอนต่ำ หวั่นยกเลิกข้อยกเว้นเก็บเอดีเหล็กนำเข้าอีกรอบ

สืบเนื่องจากกรณีกลุ่มผู้ประกอบการนำเข้าเหล็กที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) เหล็กลวดคาร์บอนต่ำและมาตรการปกป้องกันการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (เซฟการ์ด) สินค้าเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนเจืออัลลอย หน้าตัดรูปตัวเอช (เอชบีม)ที่นำเข้าจากจีนโดยกระทรวงพาณิชย์

นายพีรพล กิ่งพุทธพงษ์ รองประธานกรรมการ บริษัท พี.อาร์.บางบอน 5 สตีล จำกัด บริษัทผู้นำเข้าเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนเจืออัลลอย หน้าตัดรูปตัวเอช (เอชบีม) เปิดเผยผลการเข้าพบกับสำนักงานผู้ตรวจเงินแผ่นดิน กับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตามที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (บอร์ด คตง.) ได้แจ้งไปยังสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้ดำเนินการตรวจสอบกรณีที่กรมการค้าต่างประเทศประกาศใช้มาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (เซฟการ์ด) สำหรับสินค้าเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนเจืออัลลอย หน้าตัดรูปตัวเอช (เอชบีม) ที่นำเข้าจากประเทศจีน โดยเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2560 ทางนายประจักษ์ บุญยัง รองผู้ว่าการ สตง.ได้มอบหมายนางสาวพัชรี ทองศรีพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบการดำเนินงานที่ 4 ของ สตง.มารับข้อมูลจากบริษัท

“เราไม่ได้ร้องเข้าไป แต่บอร์ด คตง.ตรวจสอบอยู่แล้วว่ามาตรการนี้อาจจะมิชอบและมีผลต่อโครงการก่อสร้างของรัฐหลายโครงการ จึงได้ขอข้อมูลจากบริษัทว่ามาตรการนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร และผลจากการใช้มาตรการกระทบต่อตลาดอย่างไร บริษัทสามารถนำเข้าด้วยรูปแบบหรือวิธีการได้หรือไม่ ทางบริษัทได้แจ้งข้อเท็จจริงให้ทราบว่า หลังจากออกมาตรการแล้วทางบริษัทต้องยุตินำเข้า 100% ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมยื่นฟ้องศาลปกครอง หลังจากนี้ทาง สตง.จะนำข้อมูลของบริษัทไปเปรียบเทียบกับข้อมูลที่ขอมาจากกรมการค้าต่างประเทศเพื่อพิจารณาหาข้อสรุปต่อไป”

นายเบญจพงษ์ โล่ชิตกุล นายกสมาคมเหล็กลวด ซึ่งเป็นกลุ่มผู้นำเข้าและผู้ใช้เหล็กลวดคาร์บอนต่ำ กล่าวว่า กรมการค้าต่างประเทศ ได้เชิญผู้ประกอบการในสมาคมเหล็กลวดคาร์บอนต่ำ เข้าไปขอความเห็นกรณีทบทวนการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) สินค้าเหล็กลวดคาร์บอนต่ำที่นำเข้าจากประเทศจีน ตามคำร้องของผู้ผลิตในประเทศที่ขอให้มีการทบทวนเมื่อครบกำหนดเวลาการใช้เอดีครบ 1 ปี

ประเด็นที่มีการหารือเพื่อเตรียมการทบทวนคือ 1) เดิมในการใช้มาตรการเอดีได้กำหนดข้อยกเว้นเรียกเก็บอากรเอดี 0% ไว้ในข้อ 4 มีข้อย่อย ก., ข., ค., ง. สำหรับกลุ่มเหล็กที่มีความพิเศษบางชนิดที่ใช้ในอุตสาหกรรม แต่ผลจากการใช้มาตรการเอดีในช่วง 1 ปี ยังมีการนำเข้าเหล็กตามที่รับยกเว้น โดยเฉพาะกลุ่มข้อ 4 ก. และข้อ 4 ข.อยู่เป็นจำนวนมากพอสมควร ทางกรมจึงเตรียมพิจารณายกเลิกข้อยกเว้นดังกล่าว

สมาคมไม่เห็นด้วยกรณีนี้ เพราะหากยกเลิกข้อยกเว้นจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปลายน้ำในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตนอตและสกรูที่ใช้เหล็กกลุ่มนี้เป็นวัตถุดิบ อาจไม่สามารถหาวัตถุดิบในประเทศมาแทนได้ และทางสมาคมให้ข้อมูลว่าขณะนี้จีนไม่ได้มีการทุ่มตลาดแล้ว เพราะระดับราคาที่จีนขายมายังไทยสูงกว่าราคาเหล็กในไทย กก.ละ 50-80 สตางค์ ดังนั้น จึงควรจะมีการยกเลิกมาตรการเอดี ซึ่งหลังจากนี้ทางกรมเตรียมจัดประชุมรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง ในวันที่ 5 เมษายน 2560

ขอขอบคุณ : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์