พิษสงครามค้าปี62ส่งออกฮวบ 1.9% เตือนเอสเอ็มอีรับมือถึงเจ๊ง สินค้าจีนทะลักเข้า

พิษสงครามค้าปี62ส่งออกฮวบ 1.9% เตือนเอสเอ็มอีรับมือถึงเจ๊ง สินค้าจีนทะลักเข้า

หอการค้าไทย คาดสงครามการค้า ปี 62 พ่นพิษคาดส่งออกไทยปีหน้าลดลง 0.5-1.9 % จับตาสินค้าจีนทะลักเข้าไทย เแนะเอสเอ็มอีปรับตัวรับมือ หากไม่พร้อมถึงขั้นหยุดประกอบกิจการ ส่วนอาเซียนต้องร่วมมือซื้อขายกันมากขึ้น ไม่พึ่งพาตลาดจีนเพียงอย่างเดียว

นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ทางศูนย์ได้ศึกษาและประเมินผลกระทบจากสงครามการค้าต่อการส่งออกไทย ปี 2562 พบว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน เริ่มต้นเมื่อ 22 ม.ค.ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน มาจาก 2 สาเหตุ คือ การลดการขาดดุลการค้าและปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา แต่ปรากฏว่ามาตรการดังกล่าวกลับไม่ได้แก้ปัญหา

โดยสหรัฐฯขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นจาก 35,953 ล้านดอลลาร์ในเดือน ม.ค 2018 เป็น 43,102 ล้านดอลลาร์ในเดือนต.ค.ปีนี้ หรือคิดเป็น 19.8% ขณะที่การส่งออกของสหรัฐฯไปจีนลดลงจาก 9,835 ล้านดอลลาร์เป็น 9,131 ล้านดอลลาร์ในเดือน ต.ค. ถือว่าเป็นการลดลงมากสุดถึง 29.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ส่วนจีนนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 52,233 ล้านดอลลาร์ จากเดิม 38,257 ล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ผลกระทบจากสงครามการค้าต่อการส่งออกของไทย จากผลการศึกษาพบว่า ไม่ได้รับผลกระทบมาก โดยมูลค่าการส่งออกส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้น จาก 20,456 ล้านดอลลาร์ในเดือน ม.ค.2561 เป็น 21,410 ล้านดอลลาร์ในเดือนต.ค.แม้ว่าในเดือนก.ย.การส่งออกจะติดลบก็ตาม ซึ่งมูลค่าการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ก็ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 2,189 ล้านดอลลาร์ในเดือน ม.ค.มาเป็น 2,442 ล้านดอลลาร์ในเดือนต.ค. แต่มีอัตราการขยายตัวน้อยกว่าปี 2560
ขณะที่มูลค่าการส่งออกของไทยไปจีนเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้นจาก 2,441 ล้านดอลลาร์ในเดือนม.ค. เป็น 2,631 ล้านดอลลาร์ในเดือนต.ค. แต่ก็มีอัตราการขยายตัวต่ำกว่า ปี 2560 ซึ่งสรุปได้ว่า ผลกระทบจากสงครามการค้าส่งผลให้มูลค่าการส่งออกของไทยในปี 2561 ลดลง 351-597 ล้านดอลลาร์ หรือส่งออกขยายตัวลดลง 0.1-0.2 % ของมูลค่าการส่งออกรวม

นายอัทธ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ทางศูนย์ฯยังได้ประเมินผลกระทบจากสงครามการค้าในปี 2562 ใน 3 กรณี คือ กรณีที่ 1 สหรัฐฯ และจีน เก็บภาษีนำเข้าระหว่างกันใน List 3 อยู่ที่ 10% ในปี 2562 และไม่มีการเก็บภาษีเพิ่มเติมในรายการสินค้าใหม่ (List 1 และ 2 เก็บภาษีที่ 25%) พบว่า การส่งออกจากจีนสหรัฐจะมีมูลค่าการส่งออกที่ลดลง 18,977 ล้านดอลลาร์ ส่วนมูลค่าการส่งออกของสหรัฐฯไปจีนลดลง 6,876ล้านดอลลาร์

กรณีที่ 2 สหรัฐฯ และจีนมีเก็บภาษีนำเข้าระหว่างกันใน List 3 อยู่ที่ 25% หลังมีนาคมปี 2562 และไม่มีการเก็บภาษีเพิ่มเติมในรายการสินค้าใหม่ (LIST 1 และ 2 เก็บภาษีที่ 25%) พบว่า การส่งออกจากจีนสหรัฐจะมีมูลค่าการส่งออกที่ลดลง 41,859 ดอลลาร์ ส่วนมูลค่าการส่งออกของสหรัฐฯไปจีนลดลง 15,276

กรณีที่ 3 สหรัฐฯ และจีน มีการเก็บภาษีนำเข้าระหว่างกันอยู่ที่ 25% ในปี 2562 แต่ สหรัฐฯ มีการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมในมูลค่าการส่งออก 2.67 แสนล้าดอลลาร์ และจีนเก็บภาษีเพิ่มเติมในมูลค่าการส่งออก 2 หมื่นล้านเหรียญ (LIST 1 และ 2 เก็บภาษีที่ 25%) จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของจีนไปสหรัฐฯ 86,564 ล้านดอลลาร์ และส่งผลกระทบต่อการส่งออกของสหรัฐฯไปจีน 18,054 ดอลลาร์

“ผลจากสงครามการค้าจะทำให้การส่งออกในปี 62 ของจีนและสหรัฐลดลง โดยการส่งออกจีนลดลงคิดเป็น 0.8% ถึง 3.8% โดยสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกลดลงมากได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ เหล็ก รถยนต์ และ โลหะอื่นๆ ขณะที่การส่งออกสหรัฐฯลดลง 0.4% ถึง 1.2% โดยสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกลดลงมากได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ขนส่งอื่นๆ รถยนต์ พลาสติก และเชื้อเพลิง”

ด้านผลกระทบของสงครามการค้าต่อจีดีพีของโลกในปี 62 ลดลง 0.1% – 0.5% โดย จีนได้รับผลกระทบมากที่สุด รองลงมาคือสหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ส่วนไทยได้รับผลกระทบคิดเป็น 0.2 % ของผลกระทบทั้งหมดที่โลกได้รับผลจากสงครามการค้าส่งผลให้การส่งออกของไทยในปี 2562 ลดลง 1,181 ถึง 4,427 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ขึ้นกับกรณีศึกษา) หรือส่งผลให้อัตราการขยายตัวของการส่งออกลดลง 0.5% ถึง 1.9%

ขณะที่ผลกระทบจากสงครามการค้าต่อการประเทศไทยนั้นพบว่า จีนและสหรัฐฯจะส่งสินค้ามาไทยมากขึ้น โดยในปี 2562 คาดว่า จะรวมกันประมาณ 0.8-3.5% โดยสินค้าไทยจะทะลักเข้ามามากคือ เครื่องใช้ไฟฟ้า เหล็ก พลาสติก รถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เคมีภัณฑ์ เป็นต้น ไทยจะส่งออกสินค้าไปตลาดจีนและสหรัฐฯมากขึ้น จากการที่จีนและสหรัฐฯค้าขายกันลดลง ไทยส่งออกลดลงจากการเป็นห่วงโซ่อุปทานของจีนประมาณ 0.6-2.4% และไทยส่งออกลดลงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และ

คาดว่า มูลค่าการส่งออกของไทยในปี 2562 จะมีมูลค่าเท่ากับ 271,406 ถึง 274,987 ล้านดอลลาร์ หรือมีอัตราการขยายตัวประมาณ 6.1% ถึง 7.5% โดยพิจารณาปัจจัยลบเฉพาะสงครามการค้า และไม่ได้พิจารณาปัจจัยลบอื่น นอกจากนี้สงครามการค้าจะทำให้จีนส่งออกไปอาเซียนเพิ่มขึ้น 1.0-4.4% โดยเวียดนามจะได้รับอานิสงค์มากที่สุดรองลงมาเป็นสิงคโปร์ มาเลเซียและไทย

นายอัทธ์ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือจากผลกระทบ โดยเฉพาะการทะลักของสินค้าจีนที่เข้ามาไทย ซึ่งกลุ่มที่ต้องระมัดระวังและเตรียมความพร้อมมากที่สุดคือ เอสเอ็มอี เพราะหากไม่มีมาตรการรับมืออาจส่งผลให้เอสเอ็มอีไทยต้องหยุดประกอบกิจการ ขณะที่อาเซียนต้องร่วมมือซื้อขายกันมากขั้นไม่พึ่งพาตลาดจีนเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ดีผลดีที่เกิดขึ้นก็คือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่จะเข้ามาในประเทศไทยโดยเฉพาะการลงทุนในเขตอีอีซี ในอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งไทยควรใช้โอกาสนี้ในการขอให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆ

ขอขอบคุณ : ข่าวสด