7 สมาคมเหล็กนัดถก “อรรชกา” 31 มี.ค. ดันไทยผู้นำเหล็กในอาเซียน

7 สมาคมเหล็กนัดถก “อรรชกา” 31 มี.ค. ดันไทยผู้นำเหล็กในอาเซียน

                7 สมาคมผู้ประกอบการเหล็ก หารือ “สมอ.” หนุนวางมาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล็ก 24 รายการทยอยคลอดครบปี 2560 ป้องเหล็กทุ่มตลาด พร้อมเตรียมตบเท้าหารือ “อรรชกา” รมว.อุตสาหกรรมกำหนดยุทธศาสตร์วางไทยเป็นผู้นำอุตสาหกรรมเหล็กในภูมิภาคอาเซียน

                นายธวัช ผลความดี เลขาธิการสำนักมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยหลังการหารือกับผู้ประกอบการเหล็กว่า เพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล็กที่ใช้ในประเทศไทยปีละ 17 ล้านตัน ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลและแก้ปัญหาเหล็กคุณภาพต่ำจากต่างประเทศเข้ามาทุ่มตลาด สมอ.จึงร่วมมือกับ 7 สมาคมผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเหล็กทบทวนและกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล็กขึ้นมาใหม่ โดยคาดว่าจะสามารถประกาศใช้มาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล็กใหม่ รวม 24 มาตรฐานซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยจะประกาศก่อน 7 มาตรฐานภายในเดือนกันยายนนี้ ส่วนที่เหลืออีก 14 มาตรฐานคาดว่าจะประกาศภายในไตรมาส 2 ปี 2560

                นายวิน วิริยะประไพกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) กล่าวหลังหารือกับ สมอ.ว่า วันที่ 31 มีนาคมนี้ 7 สมาคมผู้ประกอบการเหล็กจะเข้าพบนางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อหารือถึงภาพรวมอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศไทยว่าควรจะปรับทิศทางไปอย่างไร ทั้งนี้ เพื่อให้ไทยก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเหล็กในภูมิภาคอาเซียน

               “ไทยมีศักยภาพในการผลิตเหล็กหลายชนิดซึ่งควรจะพิจารณาเลือกเป็นผู้นำในการผลิตเหล็กบางชนิดที่มีอนาคต นวัตกรรม มูลค่าเพิ่มสูง โดยปัจจุบันมีความต้องการใช้ในประเทศไทยปีละ 17 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 5-10% ขณะที่กำลังการผลิตจริงมี 25 ล้านตันต่อปี ส่วนอาเซียนมีความต้องการใช้เหล็กปีละ 65 ล้านตัน และในอีก 25 ปีข้างหน้าความต้องการเหล็กในอาเซียนจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง “นายวินกล่าว

               สำหรับปัญหาอุตสาหกรรมเหล็กที่ถูกสินค้าจากจีนทุ่มตลาดช่วงที่ผ่านมาล่าสุดสถานการณ์เริ่มคลี่คลายหลังจากที่ทาง 7 สมาคมฯ ได้ร่วมมือกับ สมอ.จัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กเพิ่มอีก 24 มาตรฐาน ครอบคลุมผลิตภัณฑ์เหล็กที่ใช้ในประเทศได้ประมาณ 90% มั่นใจจะช่วยลดปัญหาการนำเข้าเหล็ก คุณภาพต่ำจากต่างประเทศให้ลดลงได้ และจะช่วยให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย 470 บริษัทที่มีการจ้างงานกว่า 20,000 คน มีผลประกอบการทางธุรกิจปรับตัวดีขึ้น และไม่เสี่ยงกับภาวะขาดทุนเช่นปีที่ผ่านมา

“Special Thanks” ผู้จัดการออนไลน์