“ซิกแซ็กเจือธาตุเลี่ยงพิกัด AD แห่นำเข้าลวดเหล็กพุ่งพรวด”

“ซิกแซ็กเจือธาตุเลี่ยงพิกัด AD แห่นำเข้าลวดเหล็กพุ่งพรวด”

พาณิชย์ เดินหน้าทบทวนเอดีเหล็กลวดคาร์บอนต่ำ ตามคำร้องผู้ผลิตในประเทศขอให้เลิก 4 ข้อยกเว้น 0% เป็นเหตุให้ยอดนำเข้าโป่งผิดปกติ ร่อนแบบสอบถามให้เอกชนตอบก่อน 27 ต.ค.นี้

นายวันชัย วราวิทย์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงความคืบหน้าในการพิจารณาทบทวนการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) อัตรา 0% ของราคาซี.ไอ.เอฟ. สินค้าเหล็กลวดคาร์บอนต่ำที่มีแหล่งกำเนิดจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้พิกัดศุลกากร 7227.9000.090 พ.ศ. 2559 ว่า ขณะนี้กรมได้ออกแบบสอบถามไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยกำหนดให้ส่งคืนแบบสอบถามภายในวันที่ 27 ตุลาคม 2559

ทั้งนี้ สินค้าดังกล่าวมีการใช้มาตรการเอดีมาตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2559 เป็นต้นมา ในอัตรา 12.81-31.15% ของราคา ซี.ไอ.เอฟ. แต่ประกาศฉบับนี้กำหนดข้อยกเว้นไม่เรียกเก็บภาษีเอดีกับสินค้านำเข้าสินค้า พิกัด 7227.9000.090 ที่นำเข้าตาม 4 เงื่อนไขแต่กำหนดส่วนผสมทางเคมีไว้ เพื่อไม่ให้กระทบอุตสาหกรรมภายใน แต่ยกเว้นเพื่อให้ผู้ใช้ที่จำเป็นต้องนำเข้าเหล็กคุณภาพสูง เช่น เหล็กบางชนิดที่ต้องนำเข้ามาเพื่อใช้ในการผลิตสกรู นอต ที่มีคุณภาพสูง เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานในการส่งออกไปยังตลาดยุโรป เป็นต้น

หลังจากใช้มาตรการเอดีระยะหนึ่งอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยสมาคมการค้าเหล็กลวดไทย บริษัท เอ็น.ที.เอส.สตีลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัท เหล็กสยาม (2001) จำกัด มีหนังสือร้องเรียนว่าปริมาณการนำเข้าสินค้าภายใต้พิกัด 7227.9000.090 ภายใต้ 4 ข้อยกเว้นมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมาก มีการเจือธาตุต่าง ๆ ในปริมาณที่กำหนดเพื่อให้เข้าข่ายเป็นสินค้าที่ได้รับยกเว้นเอดี 0% ดังนั้น จึงเสนอให้ยกเลิกการเรียกเก็บอากร 0% ทั้ง 4 ข้อ

3 ข้อมูลชี้ต้องทบทวน

ทั้งนี้ กรมได้ตรวจสอบข้อมูลสถิติปริมาณการนำเข้า พบความผิดปกติจริง ได้แก่ 1) ในปี 2559 ปริมาณการนำเข้าเหล็กลวดคาร์บอนต่ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งในช่วง 6 เดือนแรก มีปริมาณการนำเข้า 664,755.69 ตัน และคาดว่าทั้งปีจะมีปริมาณการนำเข้าปริมาณ 1.3 ล้านตันเพิ่มขึ้นจากปี 2557 ซึ่งมีการนำเข้า 1.1 ล้านตัน และในปี 2558 มีปริมาณนำเข้า 1.08 ล้านตัน ซึ่งเป็นการนำเข้าเพิ่มขึ้นในพิกัดที่ได้รับการยกเว้น

2) หากเทียบย้อนหลังการนำเข้าจากจีน ในช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.) 2559 นำเข้า 651,960 ตัน จากช่วงเดียวกันของปี 2558 ซึ่งมีการนำเข้า 414,475 ตัน และปี 2557 ปริมาณ 290,712 ตัน และ 3) ข้อมูลจากกรมศุลกากรพบว่า “สัดส่วนปริมาณการนำเข้าสินค้า 4 กลุ่มที่ได้รับการยกเว้นพบว่า กลุ่ม ก และ ข มากที่สุด โดยกลุ่ม ก) เป็นกลุ่มที่มีคาร์บอนไม่เกินร้อยละ 0.10 โดยน้ำหนัก และมีโบรอนไม่น้อยกว่า 0.0040 โดยน้ำหนักมีปริมาณนำเข้า คิดเป็น 43% ของหมวดนี้ทั้งหมด และมีมูลค่า 38.47% ของหมวดนี้ทั้งหมด และกลุ่ม ข) สินค้ามีคาร์บอนมากกว่าร้อยละ 0.18 และมีโบรอนตั้งแต่ร้อยละ 0.0008 ขึ้นไป แต่ไม่เกินร้อยละ 0.0040 และมีแมงกานีสตั้งแต่ร้อยละ 0.70 ถึงร้อยละ 1.00 โดยน้ำหนัก มีการนำเข้าสัดส่วน 56.36% ของหมวดนี้ทั้งหมด และมีมูลค่า 60.90% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด

ส่วนกลุ่ม ค) สินค้ามีส่วนประกอบทางเคมีตามมาตรฐาน JIS G 3508-1:2010: Boron Steels for Cold Heading – Part 1: Wire Rods มีการนำเข้าเพียง 0.64% ของหมวดนี้ทั้งหมด และมีมูลค่าคิดเป็น 0.63% ของหมวดนี้ทั้งหมด และสุดท้าย ง) มีส่วนประกอบทางเคมีตามมาตรฐาน JIS G 3509-1:2010 Low-alloyed Steel for Cold Heading Part 1 : Wirods ที่ได้รับการยกเว้นแต่ไม่พบข้อมูลการนำเข้า

“ตัวเลขการนำเข้าเพิ่มจาก 700,000 ตัน เป็น 1,300,000 ตัน และบางบริษัทไม่เคยนำเข้าพิกัดนี้มาก่อนเพิ่งจะมีการนำเข้ามาในช่วงนี้ ต้องดูว่านำมาใช้ทำอะไร ทางคณะกรรมการทุ่มตลาดและการอุดหนุน (ทตอ.) พิจารณาเปิดทบทวนว่าควรจะให้ยกเว้นเก็บอากร 0% ต่อไปหรือไม่”

พาณิชย์ยึด มอก.เป็นหลัก

นายวันชัยกล่าวว่า เท่าที่ทราบหลังจากใช้เอดีแล้วราคาปรับขึ้น-ลงตามตลาดโลก ส่วนประเด็นที่ผู้ใช้ร้องว่าเมื่อเหล็กเส้นแพง ผู้ผลิตไม่ผลิตเหล็กลวดโลว์คาร์บอน ส่งผลต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องไม่พอใช้นั้นเป็นปัญหาเชิงพาณิชย์ ซึ่งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยควรเข้าไปดูแล

ส่วนการทบทวนเอดีฯประเด็นนี้ ทางกรมสอบถามทางอุตสาหกรรมภายในแล้วและได้รับแจ้งกรมว่ากำลังการผลิตเพียงพอต่อความต้องการใช้

ข้อโต้แย้งเรื่องคุณภาพกรมฯต้องยึดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(มอก.)เป็นหลักพิจารณาเพราะถือเป็นมาตรฐานของประเทศหากผู้ผลิตภายในสามารถผลิตได้ตามมาตรฐานนี้ก็ถือว่าไม่มีปัญหาทางด้านมาตรฐานอย่างไรก็ตาม แต่จากความขัดแย้งประเด็นนี้อาจจะเพิ่มขั้นตอนแต่กระบวนการทบทวนเอดีจะใช้เวลาไม่เกิน 1 ปีหรือสิ้นสุดในวันที่ 13 กันยายน 2560

“Special Thanks” ภาพและข่าว ประชาชาติธุรกิจออนไลน์