เหล็กจีนล้นโลก

เหล็กจีนล้นโลก

อุตสาหกรรมเหล็กเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์หลักของจีนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง นับแต่ยุคแรกเริ่มของโรงถลุงเหล็กในมณฑลเหลียวหนิงที่ดำเนินการโดยรัฐบาลญี่ปุ่นเมื่อราวปี 2486

จีนกำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากนานาชาติ ให้จัดการกับปัญหาผลผลิตเหล็กล้นตลาดจนกระทบต่อผู้ผลิตรายอื่น ๆ ทั่วโลก ซึ่งแม้รัฐบาลจะรับปากแก้ไขเรื่องดังกล่าว แต่ดูเหมือนว่าปัญหาที่สะสมมาหลายปีจะไม่สามารถสะสางได้ภายในชั่วข้ามคืน

อุตสาหกรรมเหล็กเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์หลักของจีนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง นับแต่ยุคแรกเริ่มของโรงถลุงเหล็กในมณฑลเหลียวหนิงที่ดำเนินการโดยรัฐบาลญี่ปุ่นเมื่อราวปี 2486 ซึ่งตัวเลขผลผลิตเมื่อปี 2492 อยู่ที่ 158,000 ตัน โดยแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับแรกระหว่างปี 2496-2500 รัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณ 3,450 ล้านหยวน (ราว 18,616 ล้านบาท) ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งทำให้ผลผลิตเหล็กกล้าของปี 2500 เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดมาอยู่ที่ 5.35 ล้านตัน

ในปีถัดมา ประธานเหมาตั้งเป้าให้จีนผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมเหล็กในเวทีโลกเพื่อแย่งชิงตลาดจากชาติตะวันตก โครงการสนับสนุนของรัฐภายใต้นโยบายก้าวกระโดด (The Great Leap Forward) ทำให้เกิดโรงงานผลิตเหล็กขนาดย่อมขึ้นทุกครัวเรือน ชาวไร่ปล่อยที่นาให้ร้างและหันมาถลุงเหล็กเพื่อให้ผลผลิตเป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้

การตกแต่งตัวเลขการผลิตให้ได้ตามเป้า ภาวะขาดแคลนอาหารที่เป็นผลมาจากการไหลของแรงงานภาคเกษตรไปสู่อุตสาหกรรมเหล็กที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาล และความผันผวนทางการเมือง ส่งผลให้สถานการณ์ของอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศเป็นไปอย่างลุ่ม ๆ ดอน ๆ กระทั่งมาถึงช่วงการเปิดประเทศที่ทำให้มีปริมาณความต้องการในตลาดเพิ่มสูงขึ้น พร้อม ๆ กับนโยบายรัฐบาลที่ทำให้มีผู้ผลิตเอกชนเกิดขึ้นจำนวนมหาศาล

หลังจากนั้นตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเหล็กกล้าในจีนมีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง โดยผลผลิตของปี 2558 อยู่ที่ 803.8 ล้านตัน มีอัตราผลิตเกินความต้องการของตลาดอยู่ราว 300-400 ล้านตัน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจในประเทศที่เริ่มชะลอตัว ที่ส่งผลให้โครงการต่าง ๆ หยุดชะงักและนำไปสู่ความต้องการของตลาดที่ลดลง

ปริมาณสินค้าล้นตลาด การขาดทุน และหนี้สินที่เพิ่มสูง ทำให้ผู้ผลิตเน้นไปที่การส่งออก และดึงให้ราคาเหล็กในตลาดโลกลดต่ำลงจนกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศอื่นจนถึงขั้นต้องปลดพนักงานและปิดกิจการ โดยตัวเลขการส่งออกเหล็กของปี 2558 สูงเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 110 ล้านตัน ซึ่งคิดเป็นสิบเท่าของผลผลิตต่อปีของอังกฤษ

ข้อมูลของทางการจีนระบุว่า กำลังการผลิตในประเทศอยู่ที่กว่า 1,100 ล้านตันต่อปี ขณะที่นักวิเคราะห์ประเมินว่าน่าจะมีการลักลอบผลิตอย่างผิดกฎหมายอีกราว 100 ล้านตัน รัฐบาลปักกิ่งเผยถึงแนวมาตรการปรับโครงสร้างเพื่อแก้ปัญหาการผลิตล้น เช่นการยกระดับมาตรฐานสินค้าและกระบวนการผลิต รวมถึงตั้งเป้าตัดลดการผลิตลง 100-150 ล้านตันใน 5 ปี

ปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์เหล็กล้นตลาดของจีนกู่ไม่กลับ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 4 ล้านล้านหยวน (ราว 21.5 ล้านล้านบาท) ที่มีออกมาเมื่อปี 2552 ที่ทำให้ความต้องการเหล็กเพิ่มสูง และก่อให้เกิดการปล่อยสินเชื่อคุณภาพต่ำจำนวนมาก นำไปสู่การลงทุนและขยายกิจการอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมเหล็กเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด และไม่แยแสต่อสัญญาณของผลผลิตที่ล้นเกิน ซึ่งแม้ขณะนี้กลุ่มผู้ผลิตก็มีความพยายามเพียงเล็กน้อยในการควบคุมปริมาณการผลิต ขณะที่ต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอดท่ามกลางภาวะการแข่งขันอย่างรุนแรง

อุปสรรคสำคัญที่ทำให้รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาอย่างเด็ดขาดได้ คืออัตราการว่างงานจำนวนมหาศาลที่ตามมาจากการปิดตัวของโรงงาน ซึ่งอาจกระทบต่อโครงสร้างทางสังคม โดยแนวทางแก้ปัญหาของรัฐบาลกลางถูกต่อต้านอย่างหนักจากทางการท้องถิ่นที่ไม่ต้องการแบกรับภาระการว่างงานที่จะเกิดขึ้น

“Special Thanks” เดลินิวส์