เอกชนจี้รัฐทบทวนเอดีเหล็ก ทาทาสตีล แนะภาครัฐดูรง.เหล็กล้มที่อังกฤษเป็นตัวอย่าง

เอกชนจี้รัฐทบทวนเอดีเหล็ก ทาทาสตีล แนะภาครัฐดูรง.เหล็กล้มที่อังกฤษเป็นตัวอย่าง

ทาทา สตีล ประเทศไทย ยันไม่มีผลกระทบ หลังโรงงานเหล็กที่อังกฤษ เตรียมประกาศขาย ชี้แยกการบริหารเป็นเอกเทศ ส่วนเหตุโรงเหล็กที่ล้ม เพราะขาดทุนหนัก หลังโดนเหล็กจีนนำเข้าถล่ม รัฐบาลไม่มีมาตรการคุ้มครอง แนะภาครัฐไทย นำมาเป็นตัวอย่าง ดูแลผู้ผลิตให้ดี แม้มีเอดีแล้ว แต่ยังหยุดการนำเข้าเหล็กจากจีนไม่ได้

นายธนะ เรืองศิลาสิงห์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่-การผลิต บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) เปิดเผยกับ”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า จากกรณีที่บริษัท ทาทา สตีล จำกัด ที่อังกฤษ กำลังจะประกาศขายกิจการโรงงานเหล็กที่พอร์ดทาลบ็อท ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กใหญ่เป็นอันดับ 2 ของยุโรป เนื่องจากประสบปัญหาขาดทุนเป็นจำนวนมากนั้น ไม่ได้มีผลต่อการดำเนินงานของบริษัทแม่ที่อินเดีย รวมถึงทาทา สตีลในประเทศไทยแต่อย่างใด

ทั้งนี้ เนื่องจากนโยบายการบริหารงานของบริษัทแม่ในแต่ละประเทศจะมีการส่งคนไปเป็นกรรมการบริหาร และการบริหารงานแต่ละบริษัทไม่ได้มีการเชื่อมโยงกัน ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศจะบริหารงานให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไร โดยกรณีที่เกิดขึ้นที่อังกฤษนั้น เข้าใจว่า ส่วนหนึ่งมาจากผลกระทบเหล็กจากจีนที่นำเข้ามาเป็นจำนวนมาก และมีราคาถูกทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถแข่งขันได้ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ทางรัฐบาลอังกฤษ ก็ไม่ได้มีมาตรการที่จะปกป้องการนำเข้าเหล็กราคาถูก เหมือนกับหลายๆ ประเทศที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจของอังกฤษยังไม่กระเตื้องขึ้นมากนัก ปริมาณการใช้ลดลง อีกทั้ง มีค่าครองชีพสูง วัตถุดิบมีราคาสูง จึงทำให้บริษัท ทาทา สตีลที่อังกฤษไม่สามารถอยู่รอดได้

นายทรงศักดิ์ ปิยะวรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่-การตลาดและการขาย บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การที่จีนมีกำลังการผลิตเหล็กล้นประเทศอยู่ในขณะนี้ และได้สนับสนุนการส่งออกเหล็กปีละ 110 ล้านตัน ออกไปทั่วโลก ทำให้ผู้ผลิตเหล็กภายในประเทศต่างๆ ได้รับผลกระทบ ซึ่งกรณีของทาทา สตีล ที่อังกฤษถือเป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เห็นว่า หากภาครัฐไม่สามารถดำเนินการหามาตรการปกป้องผู้ผลิตเหล็กภายในประเทศได้ หรือมีความล่าช้าในการดำเนินงาน จนผู้ประกอบการในประเทศไม่สามารถแข่งขัน และประสบปัญหาขาดทุนจากเหล็กนำเข้าที่มีราคาถูก ก็จะต้องประสบปัญหาเช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่อังกฤษ

ในขณะที่สถานการณ์ของประเทศไทยเอง แม้ว่าจะมีมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด(เอดี) ออกมาแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งการนำเข้าเหล็กจากจีนได้ อย่างกรณี เหล็กลวดคาร์บอนสูง ที่มีความต้องการของตลาดอยู่ประมาณ 3 แสนตันต่อปี และมีบริษัทผลิตอยู่เพียงรายเดียว โดยมีมาตรการเอดีออกมาปกป้อง เก็บภาษีนำเข้าในอัตราระหว่าง 5.17-10.38 % แล้วก็ตาม แต่ไม่สามารถยับยั้งการนำเข้าเหล็กลวดจากจีนได้ เห็นได้จากปัจจุบันบริษัทมียอดจำหน่ายเพียง 2-3 พันตันต่อเดือนเท่านั้น จากที่เคยจำหน่ายได้ 1.2 หมื่นตันต่อเดือน

โดยที่ผ่านมาทางบริษัทได้ยื่นเรื่องให้กระทรวงพาณิชย์ทำการทบทวนมาตรการเอดีไปแล้ว และขณะนี้ได้เริ่มดำเนินงานเปิดไต่สวนเพื่อทบทวนการเก็บอากรขาเข้าใหม่ตั้งแต่เดือนมกราคมปีนี้เป็นต้นมา แต่ไม่ทราบว่าทางกระทรวงพาณิชย์ จะมีการพิจารณาเสร็จสิ้นเมื่อใด เพราะตามกฎหมายให้มีระยะเวลาการดำเนินภายใน 1 ปี ซึ่งหากยังมีความล่าช้า ก็จะเป็นปัญหาที่สร้างความกังวลใจให้กับผู้ผลิตเหล็กลวดคาร์บอนสูงในประเทศต่อไป

นอกจากนี้ การที่กระทรวงพาณิชย์ได้มีมาตรการเอดีปกป้องเหล็กลวดคาร์บอนต่ำ ที่ในแต่ละปีจะมีความต้องการใช้อยู่ราว 7-8 แสนตัน ซึ่งได้มีการประกาศไปแล้วเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา โดยจะเก็บอากรขาเข้าประมาณ 12.8 % เป็นการถาวรนั้น ยังอยู่ในระดับที่ต่ำเมื่อเทียบกับมาตรการชั่วคราวที่หมดไปที่จัดเก็บในอัตรา 16 %

ทั้งนี้ บริษัทมองว่าการจัดเก็บอากรขาเข้าในระดับดังกล่าว จะทำให้มีการนำเข้าเหล็กลวดคาร์บอนต่ำกลับมาในระดับที่มากขึ้น ซึ่งเห็นได้จากการผลิตเหล็กลวดฯดังกล่าวของบริษัทจากเดิมที่ไม่มีมาตรการเอดีออกมาจะอยู่ในระดับ 6-7 พันตันต่อเดือน และเมื่อมีมาตรการเอดีออกมาชั่วคราวเมื่อช่วงปลายปีก่อน โดยจัดเก็บอากรขาเข้าที่ 16 % นั้น ส่งผลให้ปริมาณการผลิตของบริษัทเพิ่มขึ้นมาที่ระดับ 9 พันตันต่อเดือน แม้จะยังไม่เพิ่มขึ้นไปถึงปริมาณที่เคยผลิตได้ 1.6-1.7 หมื่นตันต่อเดือนก็ตาม

ดังนั้น มาตรการเอดีเหล็กลวดคาร์บอนต่ำเป็นการถาวรที่ออกมานั้น อาจจะไม่สามารถสกัดเหล็กนำเข้าจากจีนได้ ซึ่งคงจะต้องติดตามว่า หลังจากการเก็บอากรขาเข้าที่ลดลงนี้ จะมีผลต่อการทะลักของเหล็กลวดคาร์บอนต่ำอย่างไร ซึ่งจะต้องรอเก็บข้อมูลเป็นระยะเวลา 1 ปี หากการนำเข้ายังทะลักอยู่ ก็จะต้องมีการขอทบทวนมาตรการเอดีใหม่ เหมือนกับการขอทบทวนของเหล็กลวดคาร์บอนสูงที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานอยู่ ซึ่งหากอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศไม่ได้รับการปกป้องหรือออกมาตรการดูแลไม่ทันการณ์สุดท้ายผู้ผลิตเหล็กในประเทศอาจจะเป็นเหมือนบริษัท ทาทาสตีลที่อังกฤษได้

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,149 วันที่ 17 – 20 เมษายน พ.ศ. 2559