ผู้ผลิตงัดมาตรการสู้เหล็กจีน ชงภาครัฐใช้รูปแบบอินเดียกำหนดราคานำเข้าขั้นตํ่า

ผู้ผลิตงัดมาตรการสู้เหล็กจีน ชงภาครัฐใช้รูปแบบอินเดียกำหนดราคานำเข้าขั้นตํ่า

ผู้ผลิตเหล็กจ่อหารือมาตรการสกัดเหล็กนำเข้าจากจีน ชงรูปแบบอินเดียกำหนดราคาเหล็กนำเข้าขั้นต่ำให้สูงกว่าราคาตลาดโลก คาดได้ผลชะงัก หลังมาตรการเอดีของภาครัฐใช้ไม่ได้ผล ทาทา สตีล ยังจุกอกยอดจำหน่ายเหล็กลวดคาร์บอนสูงลดลงต่อเนื่อง แต่ยังมั่นใจผลประกอบการปีนี้จะดี ได้อานิสงส์ออเดอร์โครงการ โครงสร้างพื้นฐาน และการส่งออก ส่งผลยอดขายเติบโต 8-10 % ส่วน 9 เดือนที่ผ่านมามีกำไร 23 ล้านบาท

นายทรงศักดิ์ ปิยะวรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่-การตลาดและการขาย บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ในเร็ว ๆ จะมีการนัดหารือกับกลุ่มสมาคมผู้ผลิตและการค้าเหล็กต่าง ๆ เพื่อหารือถึงความเป็นไปได้ที่จะร่วมผลักดันให้ภาครัฐออกมาตรการสกัดเหล็กนำเข้าจากต่างประเทศเพิ่มเติมจากที่มีอยู่ โดยเฉพาะเหล็กจากจีนที่ได้รับการอุดหนุนในการยกเว้นภาษีการส่งออกในอัตรา 9-13 % ส่งผลให้เหล็กที่ส่งออกมาจำหน่ายได้ในราคาต่ำกว่าผู้ผลิตในประเทศ ถือเป็นการทำลายอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศทางหนึ่ง

สำหรับมาตรการที่จะผลักดันออกมาเพิ่มเติมนี้ จะใช้รูปแบบเดียวกับประเทศอินเดีย ที่มีมาตรการกำหนดราคาเหล็กนำเข้าขั้นต่ำ (Minimun Floor Price)ไว้ที่ 450 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในขณะที่ราคาตลาดโลกจะอยู่ประมาณ 370-380 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ซึ่งมาตรการดังกล่าวนี้เริ่มใช้เมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การกำหนดมาตรการดังกล่าว เนื่องจากอินเดียเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก ในปริมาณ 100 ล้านตันต่อปี รองจากจีนและญี่ปุ่น และมีความต้องการใช้เหล็กที่เติบโตปีละ 7 % ถือเป็นตลาดที่ใหญ่ ทำให้ประเทศผู้ผลิตเหล็กต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น โดยเฉพาะเหล็กจีนที่มีกำลังการผลิตในประเทศล้นและส่งออกปีละกว่า 100 ล้านตัน ส่งออกเหล็กเข้ามาดัมพ์ตลาด ทำให้ผู้ผลิตภายในประเทศอินเดียได้รับผลกระทบไม่สามารถแข่งขันเหล็กนำเข้าจากจีนได้ ถึงแม้ช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา รัฐบาลอินเดียจะมีมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดหรือเอดี ในการเสียภาษีนำเข้าเหล็กในอัตรา 5 % แล้วก็ตาม แต่ไม่สามารถสกัดเหล็กนำเข้าได้ จึงได้เพิ่มเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเป็น 20 % ในเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่เป็นผล จนในที่สุดจึงต้องนำมาตรการกำหนดราคาเหล็กนำเข้าขั้นต่ำมาใช้

ในขณะที่ของไทยเองปัจจุบันได้รับผลกระทบจากการนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศอย่างหนัก เห็นได้จากความต้องการใช้เหล็กในประเทศมีอยู่ราว 17 ล้านตันต่อปี แต่มีการบริโภคเหล็กในประเทศเพียงประมาณ 6 ล้านตันต่อปี ส่วนที่เหลือเป็นการน้ำเข้าทั้งหมด

นอกจากนี้ ยังเห็นได้จากมาตรการเอดีเหล็กลวดคาร์บอนสูง ที่จัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 5-10 % ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2557 ไม่สามารถสกัดเหล็กลวดนำเข้าจากจีนได้ ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทมียอดจำหน่ายเหล็กลวดคาร์บอนสูงเพียง 2 พันตันต่อเดือน ในขณะที่ความต้องการใช้ในประเทศสูงถึง 3 แสนตันต่อปี รวมถึงกรณีของเหล็กลวดคาร์บอนต่ำ ที่มีความต้องการใช้ประมาณ 1.6 ล้านตันต่อปี ซึ่งอยู่ระหว่างการเปิดไต่สวนมาตรการเอดีอยู่ ระหว่างนี้ให้ใช้มาตรการชั่วคราวไปก่อนจนถึงกลางเดือนมีนาคม 2559 ก็ยังไม่สามารถสกัดเหล็กนำเข้าจากจีนได้ทั้งหมด เพราะยอดจำหน่ายปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 9 พันตันต่อเดือน จากที่เคยจำหน่ายได้ราว 1.5 หมื่นตันต่อเดือน

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า มาตรการเอดีที่ภาครัฐออกมาไม่สามารถสกัดเหล็กนำเข้าได้ ซึ่งหากภาครัฐมีแนวทางที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการภายในประเทศ จึงเห็นว่ามาตรการกำหนดราคาขั้นต่ำในการนำเข้าเหล็กจะช่วยแก้ปัญหาให้ตรงจุดได้ แต่ทั้งนี้ ก็ต้องขึ้นกับภาครัฐจะเห็นความสำคัญในจุดนี้หรือไม่

นายนายราจีฟ มังคัล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทางทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับความต้องการใช้เหล็กในประเทศปีนี้ น่าจะเติบโตกว่าปีที่ผ่านมา โดยในส่วนของบริษัทคาดว่าจะเติบโตราว 8-10 % ซึ่งเป็นผลมาจากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐเริ่มที่จะก่อสร้าง เช่น โครงการรถไฟฟ้ารางคู่ ระหว่างชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ถนนมอเตอร์เวย์พัทยา-ระยอง และรถไฟฟ้าเส้นสีเขียว หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ที่จะเริ่มมีการสั่งซื้อเหล็กเส้นในช่วงเดือนเมษายนนี้กว่า 1 แสนตัน ซึ่งบริษัทคาดว่าจะได้รับออเดอร์ในส่วนนี้ราว 30-40%

นอกจากนี้ บริษัท จะขยายตลาดส่งออกเหล็กไปยังต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอินเดีย ในปีนี้จะเพิ่มขึ้นมาราว 5 หมื่นตัน จากที่ปกติจะส่งไปประมาณไตรมาสละ 1.2 หมื่นตัน รวมถึงอยู่ระหว่างการตรวจสอบมาตรฐานของเหล็กที่จะส่งออกไปออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เพิ่มเติมด้วย คิดเป็นสัดส่วนการส่งออกประมาณ 10-11 %

ดังนั้น ผลประกอบการในปีนี้คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อน โดยปีงบประมาณในช่วง 9 เดือน (เม.ย.-ธ.ค.58) บริษัทมีรายได้ประมาณ 1.26 หมื่นล้านบาท มีกำไรสุทธิราว 23 ล้านบาท

“Special Thanks” : ภาพและข่าว ฐานเศรษฐกิจ