อุตฯจ่อคุมเข้มตั้ง รง.เหล็กใหม่ ห้ามใช้เครื่องจักรเก่า-อยู่ห่างชุมชน 1 กม.

อุตฯจ่อคุมเข้มตั้ง รง.เหล็กใหม่ ห้ามใช้เครื่องจักรเก่า-อยู่ห่างชุมชน 1 กม.

กรมโรงงานฯจ่อปรับเกณฑ์ใหม่คุมเข้มตั้งโรงงานเหล็ก บังคับเพิ่มระยะห่างระหว่างโรงงาน กับแหล่งชุมชน จาก 500 เมตร เป็น 1 กม. และให้ตั้งได้เฉพาะในนิคมอุตสาหกรรม สกัดโรงงานเหล็กจีนทะลักเข้าไทย

สืบเนื่องจากจีนเกิดภาวะเหล็กล้นตลาด ส่งผลให้รัฐบาลจีนสั่งปิดโรงงานผลิตเหล็กหลายบริษัท คิดเป็นปริมาณกว่า 100 ล้านตัน การปิดครั้งนี้มีสัญญาณว่าจะเกิดการนำเครื่องจักรเก่าที่ไม่มีคุณภาพ ไม่มีเทคโนโลยี ไม่มีการควบคุมเรื่องของมลพิษเข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทย ซึ่งผู้ประกอบการเหล็กร้องรัฐหาทางช่วยเหลือเพื่อป้องกันความกังวลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงการตั้งโรงงานเหล็กในอนาคต

นายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้สศอ.ได้จัดทำผลการศึกษาเรื่องนโยบายการตั้งโรงงานผลิตเหล็ก ข้อดีข้อเสีย ความเป็นไปได้ กฎระเบียบ กฎหมาย สถิติการใช้เหล็กในประเทศ ตามที่ได้รับมอบหมายจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) แล้วเสร็จ และได้รวบรวมส่งให้กรมโรงงานฯพิจารณาแล้ว คาดว่าอาจต้องมีการปรับระเบียบบางข้อในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 เช่น 1.การกำหนดระยะห่างระหว่างการตั้งโรงงานเหล็กกับสถานที่สำคัญอย่าง โรงเรียน โรงพยาบาล ชุมชน จากเดิมกำหนดไว้ที่ 500 ม. ให้ขยายเป็น 1 กม. (รวมพื้นที่กันชน Buffer Zone) 2.ให้ตั้งเฉพาะในเขตนิคมอุตสาหกรรมเท่านั้น 3.ต้องเป็นการลงทุนติดตั้งเครื่องจักรใหม่เท่านั้น เนื่องจากกระบวนการผลิตของโรงงานเหล็กมีฝุ่นละออง ฝุ่นเหล็ก ที่อาจจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องปรับปรุงกฎระเบียบให้เข้มงวดขึ้น เป็นการวางกรอบแนวทางป้องกันและลดความกังวลที่จะเกิดผลกระทบขึ้นในภายหลัง

การประกาศระเบียบจะมีผลบังคับใช้กับโรงงานเหล็กทั้งรายเก่าและรายใหม่ แต่จะให้เวลาในการปรับตัว เพราะถือเป็นระเบียบที่ต้องปฏิบัติตามทุกราย ซึ่งได้ชี้แจงให้กับเอกชนรับทราบแล้ว

“การจะไม่อนุญาตให้นักลงทุนที่ขอตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทยเราไม่สามารถทำได้ เพราะถือเป็นการกีดกันทางการค้าตามการค้าเสรี อาจทำให้องค์การการค้าโลก (WTO) ฟ้อง ดังนั้นแนวทางคือต้องออกกฎระเบียบใหม่ เพื่อมาใช้บังคับทุกราย เมื่อรายใดทำตามไม่ได้ ตั้งโรงงานไม่ได้ ส่วนรายเก่าที่ตั้งอยู่เดิมแล้วนั้นจะให้เวลาปรับตัวใช้ระเบียบใหม่ทั้งหมด และจะไม่ระบุว่าเครื่องจักรนั้นนำเข้าจากประเทศอะไร”

นายสิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตเหล็กเส้น เปิดเผยว่า ที่ผ่านมายอมรับว่าผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศมีความกังวล ซึ่งปัญหาดังกล่าวบริษัทได้เข้าหารือกับทางกระทรวงอุตสาหกรรมมาโดยตลอด เพื่อหาแนวทางควบคุมการตั้งโรงงานเหล็กที่ใช้เครื่องจักรมือสองนำเข้าจากจีน โดยทางสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ยังคงอยู่ระหว่างการศึกษาภาพรวมการใช้เหล็ก ผลประโยชน์ที่ได้รับ และผลเสีย ผลกระทบทั้งหมด แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปแนวทางช่วยเหลือว่าจะทำอย่างไร

“ปัจจุบันเหล็กในประเทศมีปริมาณการใช้ 18 ล้านตัน แทบล้นตลาดอยู่แล้ว หากยังมีการปล่อยให้เข้ามาตั้งโรงงานเพื่อผลิตเหล็กชนิดเดียวกันอีก เช่น เหล็กเส้น เหล็กโครงสร้าง ผู้ประกอบการไทยจะอยู่กันอย่างไร แต่หากเข้ามาตั้งโรงงานแล้วลงทุนเครื่องจักรใหม่ มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาผลิตเหล็กเกรดพิเศษที่คุณภาพสูง แบบนั้นเรารับได้ เพราะจะทำให้ในประเทศไทยเกิดการแข่งขัน ลงทุนปรับปรุงเทคโนโลยี ท้ายที่สุดคุณภาพจะมีแต่เหล็กเกรดดี”

นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กล่าวว่า นโยบายโรงงานยังอยู่ระหว่างการพิจารณา เพราะขณะนี้ได้ข้อมูลจากทาง สศอ.เรียบร้อยแล้ว แต่ยังต้องรอข้อมูลจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ในเรื่องของการกำหนดมาตรฐาน (มอก.) เหล็กที่จะใช้บังคับแต่ละประเภท และกำหนดคุณภาพเครื่องจักร เช่น เหล็กเส้นจะต้องผลิตจากเครื่องจักรอะไร ขนาด/กำลังผลิตเท่าไร เหล็กทรงแบนจะต้องผลิตจากเครื่องจักรแบบไหน เป็นต้น เมื่อพิจารณาข้อมูลทั้งหมดครบถ้วนจะนำมาพิจารณาจัดทำเป็นระเบียบใหม่ต่อไป

รายงานข่าวจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมระบุว่าปัจจุบันมีโรงงานผลิตเหล็กที่ได้รับอนุมัติใบ รง.4 ให้ตั้งในประเทศไทยได้ทั้งหมด สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ โรงงานผลิตโลหะขั้นมูลฐาน จำนวน 1,109 โรง มูลค่าลงทุน 249,773.47 ล้านบาท มีคนงาน 56,158 คน เครื่องจักรขนาด 7,448,630.82 แรงม้า และโรงงานผลิตภัณฑ์โลหะ จำนวน 12,653 โรง มูลค่าลงทุน 392,422.17 ล้านบาท มีคนงาน 304,180 คน เครื่องจักร 4,572,586.60 แรงม้า

ขอขอบคุณ : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์