กรมศุลฯตั้งทีม ตรวจเข้มนำเข้า เหล็กเลี่ยงภาษี

กรมศุลฯตั้งทีม ตรวจเข้มนำเข้า เหล็กเลี่ยงภาษี

กรมศุลฯตั้งทีม ตรวจเข้มนำเข้า เหล็กเลี่ยงภาษี

               ในงานสัมมนาหัวข้อ“อุตสาหกรรมเหล็กไทย ก้าวไกลอย่างยั่งยืน”ซึ่งจัดโดยกลุ่ม 7 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทยและกรมศุลกากร เมื่อวันที่ 28 ก.ย.60

                นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนาฯ ว่า กรมฯจะให้น้ำหนักมากขึ้นกับการตรวจปล่อยสินค้าในกลุ่มเหล็ก เพราะยังเป็นสินค้าที่มีลักษณะการนำเข้าที่ผิดฎหมาย หรือไม่ได้มาตรฐาน โดยได้ตั้งทีมขึ้นมาตรวจสอบการตรวจปล่อยสินค้าดังกล่าวเป็นพิเศษ ซึ่งจะเน้นในด่านศุลกากรที่มีการนำเข้ามาก คือ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือกรุงเทพ เป็นต้น

              “เราเข้มงวดเรื่องของการตรวจเหล็กนำเข้าที่ผิดกฎหมาย หรือ ไม่ได้มาตรฐาน โดยเราเปลี่ยนวิธีการตรวจสอบจากการตรวจแบบนายตรวจคนเดียวเป็นทีมนายตรวจ และสร้างทีมตรวจสอบเรื่องของเหล็กเป็นการเฉพาะ เพราะทุกวันนี้ เหล็กที่นำเข้ามาแล้วหลบภาษี หรือทุ่มตลาด หรือ Safe Guard มีมากขึ้น ฉะนั้น รูปแบบการนำเข้าที่ผิดกฎหมายก็จะเปลี่ยนแปลงไป และถิ่นกำเนิดสินค้าก็จะเปลี่ยนแปลงไป”

                 เขากล่าวด้วยว่า ด้วยรูปแบบการนำเข้าผิดกฎหมายที่มีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น จำเป็นที่กรมฯต้องประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสมาคมเหล็ก เพื่ออัพเดทเรื่องการแลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยีใหม่ๆ วิธีการหลบเหลี่ยง หรือ วิธีการผสมเหล็ก เพิ่มมากขึ้น รวมถึงหารือกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น

                ขณะเดียวกัน กรมฯได้ทำฐานข้อมูลผู้กระทำความผิด ที่มีการสำแดงเท็จต่างๆใส่ในฐานข้อมูลและตรวจสอบพวกที่อยู่ในบัญชีที่เฝ้าระวังมากขึ้น ตอนนี้ กลุ่มที่สำแดงเท็จมีหลายคดี แต่พอเราจับ เขาก็ฟ้องกลับเรา โดยมีคดีที่ค้างใหญ่ๆ 7-8 คดี มูลค่าจำไม่ได้ แต่เป็นคดีใหญ่ๆ ที่นำเข้ามาโดยบอกว่า มาทำอีกอย่าง แต่ไปทำอีกอย่าง หรือ ส่งออกไปทำอีกอย่าง พวกนี้ต้องดูให้เป็นไปตามกฎหมาย

                  “เรายังมีคดีที่อยู่ระหว่างการอุทธรณ์อีกกว่า 2,000 คดี เป็นเรื่องที่เราจับเขา เพราะเราเห็นว่า เขาสำแดงภาษีต่ำ เช่น 5% แต่นายตรวจเห็นว่า น่าจะเสีย 15-30% ฉะนั้น เขาก็อุทธรณ์มา เป็นคดีตั้งแต่ปี 48-50 ยังไม่ได้รับการแก้ไข ก็เร่งคดี ในอดีตที่ผ่านมา แต่คำอุทธรณ์ไม่ได้รับการเผยแพร่ ฉะนั้น บริษัทต่างๆที่ประกอบการในธุรกิจเดียวกัน เขาก็ไม่สามารถว่า ได้วินิจฉัยไปแล้ว เขาก็โดนจับอีก เอาเข้ามาผิดอีก เราก็จะเผยแพร่ลงทั้งแอพพริเคชั่น หรือ เว็ปไซต์ ต่อไปนี้ เรามีเรื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถมาขอวินิจฉัยพิกัดอากรออนไลน์ล่วงหน้าได้ แน่นอน กรณีไหนที่มีการตีความแล้ว เราก็จะบอก คดีก็ไม่ต้องอุทธรณ์ สามารถเอาคำวินิจฉัยไปบอกเจ้าหน้าที่ตรวจปล่อยได้ ก็สามารถปล่อยของได้”

                นายนาวา จันทนสุรคน นายกสมาคมเหล็กแผ่นรีดร้อนไทย ในฐานะตัวแทนกลุ่ม 7 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย เปิดเผยถึงแนวทางการแก้ปัญหาวิกฤติเหล็กไทยว่า ขณะนี้กลุ่มผู้ผลิตเหล็กอยู่ระหว่างการร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ ปรับปรุง พ.ร.บ.ตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.การออกกฎหมายลูกของ พ.ร.บ.นี้ในส่วนของการตอบโต้การอุดหนุนซึ่งที่ผ่านมากฎหมายฉบับนี้ได้บัญญัติในเรื่องบของการตอบโตการอุดหนุนแล้วแต่ยังไม่มีกฎหมายลูกออกมากำหนดแนวทางปฏิบัติ ทำให้ที่ผ่านมาไม่สามารถใช้กฎหมายในส่วนนี้ได้ มีเพียงการใช้มาตรการตอบโตการทุ่มตลาด

                   “ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเหล็กของจีนได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลจีนมาก ทั้งในเรื่องของต้นทุนพลังงาน และภาษีต่างๆ ทำให้มีต้นทุนได้เปรียบเหล็กที่ผลิตในไทยมาก ทำให้อุตสาหกรรมเหล็กไทยอ่อนแอนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ ก็สามารถเก็บภาษีตอบโตเหล็กจากจีนที่ได้รับการอุดหนุนได้ เป็นการปกป้องผู้ผลิตเหล็กของไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม”

             ในส่วนที่ 2 เป็นการเพิ่มมาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยงอากรการทุ่มตลาด ซึ่งหากมีผลบังคับใช้จะสามารถลงโทษเหล็กนำเข้าที่ตั้งในหลบเลี่ยงการเสียภาษี เช่น การเจือธาตุอัลลลอยด์เพียงเล็กน้อยหรือวิธีการอื่นๆที่จะเบี่ยงเบนพิกัดภาษีศุลกากร เพื่อหลีกเลี่ยงอากรทุ่มตลาด หากตรวจพบก็ใช้กฎหมายนี้ลงโทษได้เลย ซึ่งหลายประเทศได้ออกมาตรการนี้แล้ว ทำให้มาตรการปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศได้ผลมากยิ่งขึ้น และทำให้เหล็กนำเข้าสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ส่งผลให้เหล็กที่ผลิตภายในประเทศแข่งขันได้มากขึ้น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา หากผ่านความเห็นชอบของกฤษฎีกาก็จะส่งไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ต่อไป คาดว่าปีหน้าจะมีผลบังคับใช้

              นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ในการออกมาตรฐานเหล็กชนิดใหม่ๆ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคภายในประเทศให้ได้ใช้เหล็กที่มีมาตรฐาน รมทั้งการเพิ่มมาตรการสุ่มตรวจเหล็กให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น

              นายนาวา กล่าวว่า ขณะนี้กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กอยู่ระหว่างการจัดทำแผนพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็ก 4.0 เพื่อยกระดับการผลิตเหล็กของประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยในเบื้องต้นจะต้องช่วยให้อุตสาหกรรมเหล็กอยู่รอดได้ก่อน โดยภาครัฐควรจะออกมาตรการอุดหนุนเหล็กภายในประเทศ เพื่อให้แข่งขันกับเหล็กนำเข้าได้ ซึ่งประเทศอื่นๆก็มีมาตรการเหล่านี้

             ทั้งนี้ จะต้องมีมาตรการช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการปรับปรุงเครื่องจักรสมัยใหม่ไปสู่อุตสาหกรรมเหล็ก 4.0 เพื่อลดต้นทุน และผลิตสินค้าเหล็กเกรดพิเศษที่มีมูลค่าสูงได้เพิ่มขึ้น ที่สำคัญในแผนพัฒนาฯนี้ จะต้องมีการสร้างโรงงานเหล็กต้นน้ำหรือโรงถลุงเหล็กด้วยในเบื้องต้นควรมีกำลังการผลิตไม่ต่ำกว่า 4 ล้านตันต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งในจำนวนนี้ มีอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต หุ่นยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ และอากาศยาน ที่จำเป็นจะต้องใช้เหล็กเกรดพิเศษ ซึ่งการที่จะผลิตเหล็กชนิดพิเศษได้จะเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีโรงถลุงเหล็กของตัวเอง เพื่อผสมเหล็กสูตรต่างๆได้ตรงกับความต้องการภายในประเทศ

              โดยกลุ่มผู้ผลิตเหล็กจะเร่งจัดทำยุทธศาสตร์นี้แล้วจะส่งให้กระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณา จากนั้นจะร่วมกับปรับปรุงเพื่อให้เป็นยุทธศาสตร์เหล็กแห่งชาติต่อไป

ขอขอบคุณ : คมชัดลึก