อังกฤษยังไม่มีแผนยึด “ทาทาสตีล” เป็นของรัฐ

อังกฤษยังไม่มีแผนยึด “ทาทาสตีล” เป็นของรัฐ

            รัฐบาลในกรุงลอนดอนยืนยันยังไม่มีแผนโอนกิจการของ “ทาทาสตีล” กลับเป็นของรัฐ หลังผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่จากอินเดียประกาศเตรียมขายกิจการทั้งหมดในสหราชอาณาจักรเพราะขาดทุนหนัก

            สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ว่านายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ผู้นำอังกฤษ แถลงเมื่อวันพฤหัสบดี เกี่ยวกับกรณีบริษัททาทาสตีล ผู้ผลิตเหล็กกล้ารายใหญ่ของโลกจากอินเดีย เตรียมขายสินทรัพย์ทั้งหมดในสหราชอาณาจักร หลังประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนักในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ว่ารัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการในทุกวิถีทางตามกรอบของกฎหมาย เพื่อรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ ที่รวมถึงการหารืออีกครั้งกับผู้บริหารของทาทาสตีล

           อย่างไรก็ตาม คาเมรอนยอมรับว่าไม่มีปัจจัยใดสามารถการันตีได้ว่าความพยายามของรัฐบาลจะประสบความสำเร็จ เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับทาทาสตีล คือ “วิกฤติ” ที่ผู้ประกอบการเหล็กกล้าทั่วโลกกำลังเผชิญเช่นกัน และยืนยันยังไม่มีแผนเตรียมโอนสัมปทานของทาทาสตีลกลับมาเป็นของรัฐ ขณะที่หลายฝ่ายวิจารณ์ว่าคาเมรอนและนายซาจิด จาวิด รมว.กระทรวงธุรกิจและนวัตกรรม ตอบสนองต่อการตัดสินใจของทาทาสตีลช้าเกินไป และไม่สามารถควบคุมธุรกิจการนำเข้าเหล็กจากจีนที่มีราคาถูกกว่ามาก โดยเมื่อปีที่แล้วอังกฤษนำเข้าเหล็กจากจีน 826,000 ตัน เพิ่มขึ้นอย่างมากจากสถิติในปี 2556 ซึ่งอยู่ที่ 361,000 ตัน

           การตัดสินใจถอนทุนออกจากสหราชอาณาจักรของทาทาสตีล มีแนวโน้ทกลายเป็นมรสุมเศรษฐกิจลูกล่าสุดของรัฐบาลอังกฤษ เนื่องจากเสี่ยงต่ออนาคตในการทำงานของพนักงานมากถึง 15,000 คน ทั้งนี้ แถลงการณ์ของทาทาสตีลที่เผยแพร่เมื่อกลางสัปดาห์ระบุว่า โรงงานที่เมืองพอร์ต ทาลบอต ทางตอนใต้ของเวลส์ ซึ่งเป็นโรงงานของทาทาสตีลที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และมีพนักงาน 4,100 คน ขาดทุนมากถึงวันละ 1 ล้านปอนด์ ( ราว 51 ล้านบาท )

          อุตสาหกรรมเหล็กกล้าเคยเป็นหนึ่งในแหล่งสร้างรายได้มหาศาลให้แก่สหราชอาณาจักร ซึ่งเคยครองสัดส่วนในตลาดมากถึงร้อยละ 40 ในปี 2418 หรือหลังยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยสินค้าส่วนใหญ่ส่งออกไปยังสหรัฐและประเทศในอาณานิคม แต่เริ่มประสบปัญหาในยุคหลังจากการที่คู่แข่งใช้เทคนิคขายตัดราคา ทั้งนี้ รัฐบาลอังกฤษแปรรูปอุตสาหกรรมเหล็กกล้าเป็นรัฐวิสาหกิจตั้งแต่ปี 2530

“Special Thanks” เดลินิวส์