MILL เร่งเพิ่มยอดขายเหล็กเกรดพิเศษดันอัตรากำไรสุทธิสูงต่อเนื่อง คาดปีนี้ปริมาณขายรวมโตกว่า 7%

MILL เร่งเพิ่มยอดขายเหล็กเกรดพิเศษดันอัตรากำไรสุทธิสูงต่อเนื่อง คาดปีนี้ปริมาณขายรวมโตกว่า 7%

             นางสาวจุรีรัตน์ ลปนาวณิชย์ ผู้ช่วยกรรมการและผู้จัดการใหญ่ สายงานการบัญชีและการเงิน บมจ.มิลล์คอน สตีล  (MILL) เปิดเผยว่า แนวโน้มอัตรากำไรสุทธิปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 6-7% จากปีก่อนอยู่ที่ 5.51% เนื่องจากปีนี้บริษัทจะเร่งเพิ่มสัดส่วนรายได้จากเหล็กเกรดพิเศษเป็น 7% จากปีก่อนที่ยังไม่มีการผลิต และยังมีแผนขยายการผลิตเหล็กเกรดพิเศษเพิ่มขึ้น โดยตั้งงบลงทุนไว้ราว 1 พันล้านบาท เพื่อที่จะปรับปรุงเครื่องจักรให้สามารถผลิตเหล็กเกรดพิเศษสำหรับรถยนต์ คาดว่าจะเริ่มผลิตได้ในช่วงกลางปี 60 ซึ่งจะช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้จากเหล็กเกรดพิเศษเป็น 40% ในปี 61 และ 52% ในปี 63

           “บริษัทจะมีการเพิ่มกำลังการผลิตในส่วนของเหล็กเกรดพิเศษเพิ่มขึ้น และเราตั้งเป้าที่จะมีสัดส่วนรายได้จากส่วนนี้ถึง 52% ซึ่งเหล็กเกรดพิเศษนี้มีมาร์จิ้นสูงกว่า และราคาขายสูงกว่าเหล็กธรรมดา 1-1.5 เท่า”นางสาวจุรีรัตน์ กล่าว

            นางสาวจุรีรัตน์ กล่าวว่า บษัทตั้งเป้าปริมาณการขายเหล็กปีนี้จะไม่ต่ำกว่า 9 แสนตัน หรือเติบโตไม่ต่ำกว่า 7% จากปีก่อนที่มีปริมาณการขายอยู่ที่ 8.09 แสนตัน ซึ่งเป็นการเติบโตตามอุตสาหกรรมเหล็ก ขณะที่ราคาเหล็กมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามกำลังซื้อ ส่งผลให้ปัจจุบันลูกค้ามีคำสั่งซื้อล่วงหน้าเข้ามาแล้วถึง 2 แสนตัน

           สำหรับผลิตภัณฑ์ที่บริษัทมีอยู่นั้นคือ 1.เศษเหล็ก (Metal Scrap) ราว 4.6 แสนตัน/ปี, เหล็กแท่งทรงยาว (Billet) ราว 5 แสนตัน/ปี ,เหล็กเส้น (Steel Bar) ราว 5.5 แสนตัน/ปี,เหล็กลวด (Wire Rod) ราว 5 แสนตัน/ปี และเหล็กรูปพรรณ เหล็กท่อ (Strutural Steel) ราว 1.6 แสนตัน/ปี

           นอกจากนี้ บริษัทจะรุกตลาดอีคอมเมิร์ซเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น และความต้องการสั่งซื้อที่รวดเร็วเพิ่มขึ้น โดยล่าสุดเข้าลงทุนใน บริษัท ลองกอง สตูดิโอ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจพัฒนาระบบจัดการทรัพยากรในองค์กร (ERP) สำหรับธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งบริการวางระบบโดยทีมผู้เชี่ยวชาญเพื่อเกิดศักยภาพสูงสุดในการบริหารจัดการภายในองค์กรได้รับรู้ข้อมูลทุกระบบแบบทันที และมีการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สนองต่อความต้องการเพิ่มเติมของกลุ่มลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยหวังที่จะพัฒนาตลาดอีคอมเมิร์ซให้เข้ามาช่วยสนับสนุนต่อยอดขายที่เพิ่มขึ้น

         รวมถึงมองการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยนอกเหนือจากเมืองไทย ยังมองประเทศในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) หลังได้เข้าลงทุนในเมียนมาร์แล้ว ก็ยังให้ความสนใจในกัมพูชา และลาวด้วย

         นางสาวจุรีรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานอยู่ในเมียนมาร์แล้ว และจะเริ่มผลิตเพื่อจำหน่ายได้ภายใน 1-2 เดือน และรับรู้รายได้ทันที โดยปีหน้าจะมีการรับรู้รายได้เต็มปีราว 1,200 ล้านบาท โดยบริษัทมองว่าตลาดในเมียนมาร์จะเน้นอุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นหลัก เนื่องจากประเทศกำลังมีความต้องการก่อสร้างมากขึ้น ส่งผลให้มีความต้องการเหล็กสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทยังมีโอกาสในการเติบโต โดยโรงงานในเมียนมาร์มีกำลังการผลิตอยู่ 6 หมื่นตัน/ปี

        ในส่วนของหุ้นที่จะเสนอขายให้กับนักลงทุนในวงจำกัด (PP) ที่เหลืออยู่อีก 200 ล้านหุ้น บริษัทจะยื่นขอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อต่อระยะเวลาออกไปอีก 1 ปี โดยปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตร 2-3 รายที่สนใจเข้ามาเป็น Strategic Partner คาดจะเห็นความชัดเจนภายในปีนี้

“Special Thanks” อินโฟเควสท์